การตั้งค่า WP Super Cache แบบเจาะลึก (ตามไฟล์ Cache ไป)

ตั้งค่า WP Super Cache แบบเจาะลึก ตามไปดูในระดับ ไฟล์ Cache

ท้าวความจากบทความที่แล้ว WordPress SEO เว็บต้องเร็ว ติดตั้ง WP Super Cache เราทิ้งท้ายไว้ที่การตั้งค่า Cache แบบ Easy easy ซึ่งเป็น tab แรกสุด และง่ายที่สุด แค่เลือก Enable Cache หรือ Caching On เท่านั้นเอง ซึ่งเราแอบไปส่งไฟล์ Cache ที่ WP Super Cache สร้างไว้ให้เราด้วย แต่บทความตอนนี้ จะพูดถึงการตั้งค่าใน Tab ชื่อ Advance ซึ่งเป็นขั้นสูง แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ ก็ทำตามได้ไม่ยาก รับรองว่าเว็บไซต์จะเร็วติดปีกแน่นอน

เริ่มจากตัวเลือก นี้ก่อน Cache HTTP headers with page content
เริ่มจากตัวเลือก นี้ก่อน Cache HTTP headers with page content

ในตอนนี้จะเริ่มจากการตั้งค่า Cache HTTP headers with page content ก่อน ใน Tab ชื่อ Advance สังเกตว่า ตัวเลือกนี้ ไม่มีวงเล็บ (Recommended) ต่อท้ายแต่อย่างใด แล้วเราควรจะเลือกตัวเลือกนี้หรือไม่? มาลองพิสูจน์กันดู

มาที่ tab content ก่อน
มาที่ tab content ก่อน

หลังจากที่เลือกใช้ Cache HTTP headers with page content เราก็จัดการสั่ง Cache Preload อีกครั้งใน tab Preload จากนั้นก็มาดูใน tab Contents อีกครั้ง จะเห็นว่า ไฟล์ที่ Cache ไว้มีการเปลี่ยนแปลงไป มีไฟล์อยู่ในกลุ่ม WP-Cache อยู่ 1 ไฟล์ และมีไฟล์อยู่ใน WP-Super-Cache อยู่ 31 นั่นแสดงว่า ระบบกำลังค่อยๆ สร้าง Cache ไฟล์ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากตอนแรก จึงนับรวมไว้ที่ WP-Cache

ใช้ FTP กลับไปดูไฟล์ที่ Hosting ของเราอีกครั้ง
ใช้ FTP กลับไปดูไฟล์ที่ Hosting ของเราอีกครั้ง

กลับไปดูที่ไฟล์บน Hosting เราอีกครั้งนึง จะเห็นว่า มีรายชื่อไฟล์ที่แตกต่างไปจากตอนแรกที่เราไม่ได้ใช้ตัวเลือกนี้ ซึ่งจะมีนามสกุลของไฟล์เป็น html แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็น .php ไปซะแล้ว ถ้าสังเกตดีๆ สองไฟล์นี้ จะมีชื่อที่เหมือนกันอยู่ เพียงแต่ไฟล์แรกมีคำว่า meta มาต่อข้างหน้าชื่อเท่านั้นเอง

กลับมายัง tab Contents อีกครั้ง
กลับมายัง tab Contents อีกครั้ง

กลับมาที่หน้า Contents อีกครั้ง จะเห็นว่าระบบค่อยๆ เพิ่มจำนวนไฟล์ใน WP-Cache ขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนไฟล์ใน WP-Super-Cache ลงเรื่อยๆ เช่นกัน

มีอะไรในไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย meta
มีอะไรในไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย meta

เปิดไฟล์ meta ขึ้นมาดูเลย ว่ามีอะไรในนั้น ไฟล์นี้จะสั้นๆ พอสมควร ในไฟล์จะเก็บส่วนที่เป็น HTTP headers ตรงตามชื่อของตัวเลือกที่เราเลือกเป๊ะเลย เป็นส่วนที่ browser ใช้คุยกันกับ hosting ของเรา แต่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเลย ส่วนเนื้อหาจะเก็บเอาไว้ในอีกไฟล์นึง ที่ไม่มีคำว่า meta นำหน้า

ไฟล์นี้ เป็นส่วนของเนื้อหา
ไฟล์นี้ เป็นส่วนของเนื้อหา

ส่วนนี้จะเป็นส่วนของเนื้อหา ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือไฟล์ .html ปกติที่ Cache เอาไว้ทั้งหน้า เหมือนกับตอนแรกที่ไม่ได้เลือกตัวเลือก Cache HTTP headers with page content นี้นี่แหละ แล้วมันเร็วกว่าไหม ยังไม่เฉลย อ่านตามไปก่อน

เอาตัวเลือก Cache HTTP headers with page content ออก
เอาตัวเลือก Cache HTTP headers with page content ออก

เอาล่ะ ทีนี้ขอเอาตัวเลือก Cache HTTP headers with page content ออก แล้วใช้เฉพาะที่ Recommended ไว้ จากนั้นก็ Save ค่า แล้วไปสั่ง Cache Reload อีกครั้งนึง

ชื่อไฟล์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ .php
ชื่อไฟล์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ .php

วิ่งกลับไปดูที่ hosting เราอีกครั้งด้วยโปรแกรม FTP จะเห็นไฟล์ index-https.html กับ อีกไฟล์ลงท้ายด้วย .gz ซึ่งน่าจะคุ้นเคยกันดีว่า .gz เป็นไฟล์บีบอัด ซึ่งดูจากขนาดแล้ว ต่างกันมากมายทีเดียว เพราะเราได้เลือกตัวเลือก Compress pages so they’re served more quickly to visitors เอาไว้ ระบบ WP Super Cache จึงสร้างไฟล์ไว้ทั้งสองแบบ ถ้า Browser ของเรายอมรับไฟล์บีบอัด ก็จะส่งไฟล์นั้นมาให้ ซึ่งขนาดไฟล์เล็กๆ ช่วยให้ส่งได้เร็วขึ้น แล้วเว็บเราจะไม่เร็วขึ้นได้ยังไงกัน ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ hosting เรารองรับการบีบอัดไฟล์ ก็เลือกตัวเลือกนี้เถอะ

ไฟล์นี้นามสกุล .html
ไฟล์นี้นามสกุล .html

ลองดูไฟล์ .html เปรียบเทียบกับไฟล์ .php ที่ไม่มี meta นำหน้าด้านบน จะเห็นว่า ไฟล์นี้จะมีเนื้อหาที่เหมือนๆ กันเลย แตกต่างกันตรงบรรทัดบน อย่างเดียว (อ่านภาษา html แบบนี้ไม่ออก ไม่ต้องพยายาม แค่เปรียบเทียบแบบจับผิดภาพก็พอนะ)

มาหาคำตอบ Cache แบบไหนดี
มาหาคำตอบ Cache แบบไหนดี

ทีนี้กลับมาหาคำตอบกันว่า เราจะ Cache ไฟล์ แบบไหนดี ข้อมูลข้างต้น มาจากคำอธิบาย ในหน้าของ Plugin WP Super Cache เอง ไม่ได้เอามาจากเว็บไหนเลย กล่าวเอาไว้ว่า เรียงตามลำดับความเร็ว 1 , 2 และ 3

  1. Expert อันดับแรกความเร็วสูงที่สุด คือ tab Advance แล้วเลือก Expert จะใช้ไฟล์ .htaccess เป็นตัวช่วย และเบาที่สุดกินทรัพยากรของระบบน้อยที่สุด เมื่อ hosting ได้รับคำขอจาก browser ก็จะตอบสนองด้วยไฟล์ .html ไปเลย จึงทำความเร็วได้สูงที่สุด (เดี๋ยวจะพาไปดูตอนท้ายบทความ) แต่ อธิบาไว้ตอนท้ายด้วยว่า แม้จะเร็วที่สุด แต่ก็มีอันตรายมากที่สุด ถ้ามีการแก้ไขไฟล์ .htaccess แบบผิดๆ จะด้วยตัวเอง หรือติดตั้ง plugin สารพัด จนเกิดความเสียหายแก่ไฟล์นี้ สิ่งที่ browser จะได้รับไปก็คือความว่างเปล่าเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า bot ของ google จะได้อะไรไป แล้วอันดับจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเว็บเราทราฟฟิคแน่นมากๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังให้มาก
  2. Simple เป็น Supercache ก็คือแบบไฟล์ .html ที่เราเห็นด้านบนนี่แหละ ทั้ง .html ปกติ และ ต่อท้ายด้วย .gz แบบนี้เป็นแบบที่ตัว Plugin แนะนำให้ใช้ ซึ่งความเร็วก็จะช้ากว่า Expert ไม่มาก จนเรียกว่าเท่าๆกันก็ได้ เพราะไม่ใช่ความแรกต่างในระดับวินาที แต่เป็นเสี้ยววินาทีเท่านั้น และบอกตอนท้ายว่า ยังไงเราก็ต้องไปแก้ไข permalink ด้วยล่ะนะ
  3. WP-Cache ตัวเลือกสุดท้ายนี่ต่ำสุดเลย อธิบายไว้ว่า ตัวเลือกนี้ ปกติเอาไว้สำหรับการ cache page สำหรับ user ที่เรารู้จัก ซึ่งก็คือ บรรดา Admin หรือ ผู้ที่ login เข้าระบบมา เพราะเมื่อมีการแก้ไขบทความ ย่อมต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ถ้าส่งหน้าเว็บที่ได้จากการ Cache คงแก้กันไม่จบ เพราะแก้เท่าไหร่ข้อความก็ไม่เปลี่ยนสักทีนึง เค้าใช้คำว่า เป็นการ cache ที่ยืดหยุ่น แต่ค่อนข้างช้า และ “This mode is always enabled” โหมดนี้ ถูกเปิดตลอดเวลา แต่ผมก็หาส่วนที่ทำการ Setting หรือเกี่ยวข้องไม่เจอ

ย้อนกลับไปข้างบน ที่ตัวเลือก Cache HTTP headers with page content ตัว Cache นี้ จะสร้างไฟล์ในนามสกุล .php ไม่ใช่ html และไฟล์ที่สร้าง ถูกรวบรวมไว้ในกลุ่มของ WP-Cache ไม่ใช่ WP-Super-Cache ในหน้า tab Contents หมายความว่า ความเร็วจะน้อยกว่าแน่นอน ถ้าอ้างอิงตามคำอธิบายเบื้องต้น ซึ่งตามปกติ การเก็บเป็นไฟล์ .php ก็จะใช้ระยะเวลาในการประมวลผล มากกว่าอยู่แล้ว เพราะระบบจะส่งต่อทันทีไม่ได้ ต้องนำไปแปลความหมายก่อน ในขณะที่เป็นไฟล์ .html ระบบจะส่งข้อมูลต่อได้แทบจะในทันที

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้แล้ว จะไม่พูดถึงโหมด Expert ก็คงไม่ได้ ขอแวะทักทายกันสักเล็กน้อยก็แล้วกัน พอเป็นน้ำจิ้ม แล้วใครอยากจะใช้โหมดไหน ก็เลือกกันตามสะดวกแล้วกัน

ไปที่ tab Advance แล้วเลือกตัวเลือก Expert
ไปที่ tab Advance แล้วเลือกตัวเลือก Expert

กลับไปที่ tab Advance จากนั้นมองหา Cache Delivery Method จากนั้นก็เลือก Expert ตามที่เค้าไม่ได้แนะนำ แต่มีหลายคนอยากได้ จากนั้นก็กด Update Status ให้เรียบร้อย

ต่ำลงมา เป็นปุ่ม Update Mod_Rewrite Rules
ต่ำลงมา เป็นปุ่ม Update Mod_Rewrite Rules

ต่ำลงมา ถัดจากปุ่ม Update Status เป็นปุ่ม Update Mod_Rewrite Rules คลิกที่ปุ่มนี้ได้เลย ซึ่ง hosting หลายๆ ที่จะทำการแก้ไขไฟล์ .htaccess ได้ โดยไม่ต้องแก้ไขอะไร แต่บางแห่ง เราจำเป็นจะต้องแก้ไขค่า permission ของไฟล์ .htaccess ก่อน ซึ่งไฟล์นี้จะถูกเก็บอยู่ภายใต้ directory หรือโฟลเดอร์ ที่ชื่อ wp-content ให้เป็น 777 เมื่อแก้ไขค่าเรียบร้อยแล้วค่อยเปลี่ยนให้ไฟล์ .htaccess มี permission กลับมาเป็น 644 เหมือนเดิม

เป็นสีเขียว แสดงว่า การเขียนลงไฟล์ .htaccess เรียบร้อยดี
เป็นสีเขียว แสดงว่า การเขียนลงไฟล์ .htaccess เรียบร้อยดี

หน้าจอสีเขียวๆ แบบนี้ แสดงว่าการเขียนค่าต่างๆ ลงไปในไฟล์ .htaccess เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไร ใครแก้ permission ของไฟล์เอาไว้ ก็ไปแก้กลับให้เป็นค่าที่ถูกต้องได้แล้ว 644 นะ

ส่วนที่ Plugin ใส่เอาไว้ในไฟล์ .htaccess
ส่วนที่ Plugin ใส่เอาไว้ในไฟล์ .htaccess

ส่วนที่ Plugin WP Super Cache ใส่เอาไว้ในไฟล์ .htaccess จะอยู่ระหว่างบรรทัด # Begin WPSuperCache ซึ่งตามปกติ เวลาเราเอา Plugin ออก ค่าเหล่านี้ก็จะถูกนำออกโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเกิดมันไม่ถูกลบไป ก็ตามมาลบทิ้งได้ที่นี่

ก่อนจบ วัดความเร็วอีกครั้ง Google PageSpeed Insights
ก่อนจบ วัดความเร็วอีกครั้ง Google PageSpeed Insights
ปิดท้ายด้วย GTmetrix.com ความเร็วขนาดนี้ ติดปีกบินชัดๆ
ปิดท้ายด้วย GTmetrix.com ความเร็วขนาดนี้ ติดปีกบินชัดๆ

วัดความเร็วกันอีกครั้ง ด้วย PageSpeed Insights และ GTmetrix.com อีกครั้ง เมื่อเปรียบเทียบความเร็วกับตอนแรกที่ไม่ได้ติดตั้ง Plugin WP Super Cache ก็เร็วขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเว็บนี้ ติดตั้ง Plugin น้อยมากๆ แค่ 3 ตัวเอง เพื่อการทดสอบ และเพื่อการนำมาเขียนบทความด้วย จึงยังน้อยอยู่ แต่คาดว่าจะค่อยๆ หนักขึ้นๆ เรื่อยๆ เมื่อถึงตอนนั้น Plugin ตัวไหนดี หรือไม่ดี จะได้รู้กัน บอกแล้วว่าไปเรื่อยๆ แบบก้าวสั้น ขยันเดิน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

seventeen + 2 =

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.